News & Events
ขอขอบคุณ ผู้ซื้อ ในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ
ขอขอบคุณ
ในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหา
ผมและ RE/MAX GreenWay มีความยินดีที่ได้บริการ
ให้ท่านเป็นเจ้าของอสังหาฯ โดยสำเร็จราบรื่นด้วยดี
ผมมั่นใจว่าท่านจะมีความสุข
ความยินดีกับชุมชนแห่งนี้
หวังว่าท่านจะโทรหาผมทันที
เมื่อท่านต้องการบริการใดก็ตาม
เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
DOING MORE FROM
FOR SALE
TO SOLD
ขอขอบคุณ ที่อนุญาติให้เข้าชมอสังหาฯ
ขอขอบคุณ
ที่อนุญาติให้เข้าชมอสังหาฯ
และปรารถนาให้ท่านสามารถขายได้สำเร็จ
แต่หากท่านต้องการที่จะว่าจ้างให้
"องค์กรตัวแทนมืออาชีพ"
ผมยินดีที่จะแสดงให้ท่าน
ได้เห็นถึง ผลประโยชน์ที่ดีเยี่ยม ที่จะทำให้ท่าน
ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และปลอดภัย
ในการเสนอขายอสังหาฯ ของท่าน
DOING MORE FROM
FOR SALE
TO SOLD
ขอขอบคุณที่ให้โอกาส เข้านำเสนอบริการรับฝากขาย
ขอขอบคุณที่ให้โอกาส
เข้านำเสนอบริการรับฝากขาย
และพูดคุยถึงผลประโยชน์
จากการที่ให้ผมและ RE/MAX GreenWay
ได้บริการท่าน
เกี่ยวกับความต้องการขายอสังหาฯ
พวกเราเชื่อในความเป็นมืออาชีพมานานกว่า 24 ปี
กับการบริการที่ยอดเยี่ยม
จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ท่าน
บรรลุวัตถุประสงค์ในการขายอสังหาฯได้
DOING MORE FROM
FOR SALE
TO SOLD
ขอขอบคุณ สำหรับการฝากขายอสังหาฯ
ขอขอบคุณ
สำหรับการฝากขายอสังหาฯ
จากนี้ไปพวกเราจะทำงานเพื่อบริการท่าน
ให้บรรลุความต้องการขายอสังหาฯ
อย่างมีความสุข
ท่านสามารถวางใจได้ว่า
ผมและ RE/MAX GreenWay
จะทำทุกสิ่งที่เป็นไปได้ ที่จะทำให้ท่าน
ประสบความสำเร็จด้านการขายอสังหาฯ
DOING MORE FROM
FOR SALE
TO SOLD
ขอขอบคุณ ผู้ขาย ในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ
ขอขอบคุณ ในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ
ผมและ RE/MAX GreenWay มีความยินดีที่ได้บริการ
ให้ท่านได้ขายอสังหาฯ โดยสำเร็จราบรื่นด้วยดี
ผมมั่นใจว่าท่านได้รับ ความชัดเจน ความสบายใจ
ในกระบวนการขายครั้งนี้
หวังว่าท่านจะโทรหาผมทันที
เมื่อท่านต้องการบริการใดก็ตาม
เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
DOING MORE FROM
FOR SALE
TO SOLD
ฟังอย่างตั้งใจ จะเข้าใจ
ได้ยินคนพูดบ่อย เราเองก็พูด เราเองก็รู้ แต่คำ ๆ นี้ แค่รู้ ไม่พอ "ต้องฝึก" จึงจะได้ประโยชน์
สำหรับผม หมายถึง “การต้้งใจฟัง เพื่อเข้าใจว่า เขาต้องการอะไร” (เขากำลังบอกเป้าหมายของเขา) และเราก็คิดต่อว่า เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการ เราต้องลงมือทำอะไรบ้าง (หาวิธีการ) ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องขององค์ประกอบของปัจจัยแวดล้อมอีกหลายอย่าง ไม่อาจคาดผลลัพธ์ได้แน่นอน (และไม่ใช่หน้าที่เรา)
ทีนี้ มันมาปรับใช้กับอาชีพนายหน้าอสังหาฯ อย่างไร /
จะบอกว่า คำพูดข้างต้น ทำได้ไม่ยาก หากว่าไม่มีตัวเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผลลัพธ์ เช่น ถ้าเราเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราก็ไม่มีส่วนได้เพิ่มหรือส่วนลดลง เราก็จะสามารถปฏิบัติได้ไม่ยากตามความรับผิดชอบที่เรามี
แต่เมื่อเราเป็นนายหน้า ผลลัพธ์ ที่จะได้หรือไม่ได้ มันเกี่ยวข้องกับเราเต็ม ๆ เพราะนั่นคือ รายได้ กินอยู่ ชีวิตเรา อยู่ที่ตรงนั้นทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตาม “เราก็ต้องทำให้ได้” นั่นละ คือ “ตัวชี้ความแตกต่างระหว่าง นายหน้ามืออาชีพ หรือ แค่ว่า คนที่บอกว่ามีอาชีพเป็นนายหน้าฯ”
"การฟังอย่างไม่ตั้งใจจะเข้าใจ" คือ การไม่ได้ยินเสียงความต้องการของเขา เราได้ยินแต่เสียงเรียกร้องความต้องการของเรา (ปิดการขาย / ค่าคอมมิชชั่น / ไม่เอาเรื่องยุ่งยาก / กังวลกลัวไม่จบการขาย) เราพยายามที่จะโต้แย้งเพื่อให้ผู้ขายยอมรับข้อเสนอ เราไม่ได้คิดหาวิธีการที่จะลงมือปฎิบัติไปสู่สิ่งที่เขาต้องการ
ถึงบอกว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่รู้ ต้องฝึก ไม่พอ ต้องมีสติ และใจนักเลงพอด้วย / เป็นเรื่องที่โฟกัสที่การกระทำ และปล่อยวางกับผลลัพธ์ ว่าจะออกหัว ก้อย กลาง ได้หมด
นี่คือ สิ่งที่ผมเรียกว่า "การฟังอย่างตั้งใจจะเข้าใจในบริบทของเขา" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญมากของการที่เราจะได้เป็น "นายหน้าในดวงใจของผู้ขาย" หรือไม่ ผมไม่สามารถบอกได้ว่า จะขายของได้ หรือได้เงิน แต่ที่สำคัญ คือ จะขายได้ หรือไม่ได้ "คุณจะได้อยู่เต็มดวงใจผู้ขาย 100%" แน่นอน
… สำหรับผมแล้ว ชีวิตผมไม่ได้มีแค่วันนี้ ผมมี วันหน้า และวันข้างหน้า รอผมอยู่
So, Talk Less, Listen More
อดิศักดิ์ สถิตธำมรงค์
“am truly appreciated your effort”
“ทุ่มเทสุด ๆ” แปลแบบเข้าใจเอง ไม่อิงพจนานุกรม
ผมว่าหน้าที่ของนายหน้าฯ คือ ผู้ที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ประสานประโยชน์ให้ทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อ ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ และสมควรจะได้รับ
เมื่อเรารู้ว่า เขาต้องการอะไรกัน หน้าที่เรา ก็ต้องเห็นวิธีการว่า ต้องทำอย่างไร ภายใต้กรอบที่ถูกต้องของกฏหมาย จริยธรรม และจรรยาบรรณ
บรรยากาศเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ตลาดขาดกำลังซื้อในขณะนี้ คนที่จะขายอสังหาฯ ได้ราคาคงจะยาก โชคดีถ้าซื้อมาตั้งแต่ก่อน 5 ปี ก็พอจะขายได้กำไรบ้าง หรือเสมอตัว แต่หากเพิ่งซื้อมาไม่นาน และมีความต้องการขายตอนนี้ ก็จะต้องยอมรับการขาดทุนโขทีเดียว
บางคนก็สามารถที่จะขาดทุนได้ ด้วยหนี้ต่ำ กว่าราคาตลาด แต่หากหนี้สูงกว่าราคาตลาด ก็ยากที่จะขยับตัว เสมือนรอโชคอย่างเดียว
การขายแล้วขาดทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม ผู้ขายแต่ละคนก็ยอมรับได้จำนวนไม่เท่ากัน เงินแสนเงินล้านของแต่ละคนก็มีความหมายไม่เท่ากัน แม้ว่าจำนวนเงินจะเท่ากันก็ตาม
ความหมายของคำว่า ขาดทุนมาก มากไป หรือ ขาดทุนน้อย พอรับได้ ไม่เกี่ยวกับจำนวนแน่นอนของแต่ละคน แต่เกี่ยวกับ ความรู้สึกต่อเงินจำนวนนั้นที่หายไป
ความรู้สึกต่อเงินจำนวนนั้น มันมาอย่างไร ทีนี้ละพูดกันได้เป็นร้อยเรื่องทีเดียว เช่น
- เอาไปเทียบกับเงินต้นที่ลงไป
- เอาไปเทียบกับโอกาสที่เสียไปแล้ว
- เอาไปเทียบกับความคาดหวังที่จะได้รับ
- อื่น ๆ อีกมากมาย
ที่พูดเกริ่นมาเยอะแยะ ก็แค่จะบอกว่า ความรู้สึกที่ว่านั้น มีเรื่องของ "การทุ่มเทในการทำงานของนายหน้า เพื่อให้ผู้ขายได้ในสิ่งที่เขาต้องการ" เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
เมื่อผู้ขาย ที่มีความต้องการขายจริง เข้าใจสภาวะตลาดได้ดี และสามารถรับการขาดทุนได้แล้ว สิ่งที่เหลือคือ "ความรู้สึกสบายใจ ที่จะขาย" เท่านั้น คือ การขายแล้วรู้สึกดี รู้สึกไม่ตะขิดตะขวงใจว่า น่าจะได้ราคาที่ดีกว่านี้ หรือพูดอีกอย่างคือ ยอมรับได้ว่า ได้ราคาดีที่สุดแล้ว ในสิ่งที่สามารถทำได้
สิ่งนั้นละครับ จะได้มา ก็จาก “ความทุ่มเท ในการทำหน้าที่ของนายหน้า ที่จะยืนเคียงข้าง เป็นเลขาที่ดี ที่พร้อมจะทำทุกอย่างด้วยความสามารถที่เยี่ยมยอด จนเจ้านายคนนี้ หมดความกังขาในความสามารถ และความทุ่มเท แล้ว เจ้านายก็จะค่อยวางใจ ว่า นี่คือ ดีที่สุดแล้ว ที่เขาจะได้รับ”
“Mind of Steel ใจเหล็ก คือ ความคิดที่จะพาคุณไปสู่จุดนั้นได้”
อดิศักดิ์ สถิตธำมรงค์
ฺ"Be Your Back" ให้ท่านจ่ายน้อยลง แต่ลดความผิดพลาดเป็น 0
RE/MAX GreenWay ตัวแทนที่ปรึกษาการซื้อขายอสังหาฯ อันดับ 1 ของ RE/MAX Thailand / 4 ปี 2016-2017-2018-2019
- ด้วยความรู้ ประสบการณ์ ในธุรกรรมการซื้อขายอสังหา กว่า 30 ปี กว่า 10,000 เคส

จ่ายน้อยลง แต่ลดความผิดพลาดเป็น 0
ขอเสนอบริการที่จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของท่าน ให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ง่าย ๆ ไร้กังวล
- หากวันนี้ ท่านเป็นผู้ขาย ที่วางแผนขายบ้านด้วยตนเอง โดยต้องการประหยัดค่านายหน้า
- หรือท่านอาจจะเป็นผู้ซื้อ ที่ได้บ้านที่ถูกใจแล้ว ที่ผู้ขายประกาศขายบ้านด้วยตนเอง แต่ท่านยังไม่แน่นอน ในขั้นตอนการซื้อขายที่ทำให้ท่านสบายใจพอ
ดูแลท่านด้วย ทีมที่ปรึกษาระดับมืออาชีพ
จะดีกว่าไหม หากท่านจะมีที่ปรึกษาระดับมืออาชีพ
- คอยดูแลผลประโยชน์ให้กับท่าน
- ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย
- ด้วยการรับประกันความถูกต้อง ความชัดเจน
- ที่จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดพลาด
- พร้อมทั้งได้ผลประโยชน์อย่างสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“Be Your Back” เป็นบริการที่ RE/MAX GreenWay จะเป็นที่ปรึกษาให้ท่านไปตลอดเส้นทาง การทำธุรกรรม ซื้อ-ขาย อสังหาริมทรัพย์ ของท่านได้อย่างถูกต้อง ยุติธรรม บรรลุเป้าหมาย ด้วยค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาราคาประหยัด ในอัตรา 1% (ขั้นต่ำ 50,000บาท)
บริการนี้รวมถึง
- การวิเคราะห์ศักยภาพผู้ซื้อ / Pre Financing
- คิดคำนวณค่าธรรมเนียมการโอน / อากรแสตมป์ / ภาษีเงินได้ / ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- เจรจาตกลงเงื่อนไขการซื้อขาย / ร่างหนังสือเสนอซื้อ / ร่างสัญญาจะซื้อจะขาย
- ยื่นขอสินเชื่อธนาคาร ติดตามผล
- ประสานงานไถ่ถอนจำนอง
- จัดเตรียมยอดแคชเชียร์เช็คไถ่ถอน / ค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์
- จัดเตรียมเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์
- ประสานงานในวันโอนกรรมสิทธิ์ ที่สำนักงานที่ดิน
- ยื่นเรื่องโอนเปลี่ยนชื่อมิเตอร์ไฟฟ้า และน้ำประปา
บริการเสริม อื่น ๆ
- ถ่ายรูปให้สวยแบบมืออาชีพ 2,500 บาท
- ถ่ายภาพทรัพย์ ด้วยกล้อง 360 องศา Matterport 10,000 บาท/100 Scans
- รายงานประเมินราคาทรัพย์ 5,000 บาท
- ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ / คัดเอกสาร 2,000 บาท
สถานที่บริการ
-
บริษัท RE/MAX GreenWay สำนักงานใหญ่ เลขที่ 80 ซอยสุขุมวิท 117 ถนนสุขุมวิท บางเมืองใหม่ เมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ
-
BTS ปู่เจ้า แล้วเข้าซอย สุขุมวิท117 มา 200 เมตร / ตรงมุมซอยภานุวงศ์ 1
-
โทรศัพท์ 02-0234-077, 086-341-2390, 081-638-9190, 094-661-7964
-
Email: greenway@remax.co.th
Totally Thank You Very Much
for Allowing Me to Be Your Trusted Real Estate Professional
Adisak Satittommarong
Real, Real Estate Agent since 1994
TOP PRODUCER 4 YEARS OF RE/MAX THAILAND
บทเรียนจาก "อาชีพนายหน้าอสังหาฯ" จากรุ่นพี่ สู่ รุ่นน้อง
ประสบการณ์กว่า 30 ปี ในอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ที่อยากจะส่งต่อบางแง่มุมของอาชีพนี้ จากหัวใจของรุ่นพี่ สู่รุ่นน้องอีกหลายๆคนในอาชีพนี้
อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นงานที่อยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ การที่เจ้าของทรัพย์จะยอมให้ใครเป็นตัวแทนขายบ้านให้ จุดเริ่มต้นต้องมีความไว้วางใจระหว่างกัน
- ความตรงไปตรงมา คือ "หัวใจ" ของอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
- คุณค่าของ "อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์" คือ การได้ช่วยเหลือผู้คน
- จงเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ "มืออาชีพ" ที่เข้าใจบทบาท และคุณค่าของอาชีพนี้
- สรุป

ความตรงไปตรงมา คือ "หัวใจ" ของอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
การทำงานแบบตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบลูกค้า แม้จะมีโอกาสที่จะทำได้ ไม่บวกราคาเสนอขาย ไม่ปิดบังราคาขายได้ที่แท้จริงกับผู้ฝากขาย คือพื้นฐานที่จะทำให้นายหน้าได้รับความไว้วางใจจากผู้ฝากขาย
.
เวลาเจ้าของบ้านบอกว่ายอมขายบ้านราคา 10 ล้านบาท แม้ว่านายหน้าจะขายได้ในราคา 11 ล้านบาท นายหน้าก็ไม่ควรซิกแซกหลอกผู้ขาย เพื่อเอาส่วนต่างมาเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง
.
ถ้าขายได้ภายใน 3 เดือน นายหน้าก็ได้ค่าคอมมิสชั่น 4% ถ้าขายได้หลังจากนั้นภายในกำหนดสัญญา ก็ได้ค่าคอมมิสชั่น 3% ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขมาตรฐานของสมาคมนายหน้าในประเทศไทย นายหน้าไม่มีสิทธิ์ได้ผลประโยชน์อะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้
คุณค่าของ "อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์" คือ การได้ช่วยเหลือผู้คน
ในยุคนี้มีนายหน้าที่ทำงานอย่างมีหลักการมากขึ้น หลายๆคนเป็นนายหน้ามืออาชีพที่เป็นพนักงานของบริษัทมีชื่อเสียง มีที่มาที่ไปสามารถตรวจสอบได้
.
ลูกค้าที่มาขอใช้บริการช่วยขายทรัพย์ให้ หลายคนมีความเดือดร้อนที่ต้องการให้นายหน้าช่วยเหลือ หากนายหน้ายังไปซ้ำเติมด้วยการเอาเปรียบจากสิ่งที่เขาไม่รู้ ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง
.
ลูกค้าบางราย ต้องขายทรัพย์ออกไปเพราะอยู่ในสภาพที่ถูกบังคับ ไม่สามารถผ่อนต่อธนาคารได้ หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจถูกยึดจนไม่เหลืออะไร
.
ผู้นำครอบครัวบางคนจากไปก่อนเวลาอันควร ภรรยาไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ หลักทรัพย์ที่มีอยู่จำเป็นต้องปล่อยขายออกไปโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นภาระของลูกเมีย หากขายทรัพย์ออกได้เร็วอาจยังมีเงินเหลือทำให้ใช้ชีวิตอยู่รอดต่อไปได้
.
ลูกค้าบางคนจำเป็นต้องขายบ้านเพื่อเอาเงินมารักษาความเจ็บป่วยของตัวเอง
"มิตรภาพ" คือ โบนัสจากลูกค้า ที่มอบให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์
.ผมมีลูกค้าหลายคนที่เอาบ้านมาฝากขายเพราะทราบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง อาจอยู่ต่อได้อีกไม่นาน ขายทรัพย์สมบัติออกไปแล้วจะได้เอาเงินมาแบ่งให้ลูกหลาน
.
มันเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งที่มนุษย์จะเอาเปรียบกันจากความยากลำบากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
.
เวลาที่ผมได้ทำงานให้เจ้าของทรัพย์ที่อยู่ในสภาพความยากลำบาก มันมีความรู้สึกดี ๆ เกิดขึ้น ทำให้รู้ว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ถึงตรงนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับคำว่า เงิน มันคือ คุณค่าในตัวเราที่จะช่วยอะไรเขาได้
.
ลูกค้าเก่าคนหนึ่งเป็นภรรยาของเจ้าของโรงพิมพ์ โชคร้ายที่สามีเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร ทิ้งธุรกิจที่เธอทำต่อไปไม่ได้ ตึกก็ติดจำนองอยู่กับธนาคาร หากผมไม่สามารถช่วยขายทรัพย์ให้ได้ราคาพอจ่ายเจ้าหนี้ เธอต้องลำบากแน่ ผมโชคดีที่ได้ผู้ซื้อที่เข้าใจและเห็นความตั้งใจจริงที่ผมอยากจะช่วยเหลือเธอ ทำให้ปิดการขายได้ในราคาที่พอจ่ายชำระหนี้ธนาคาร และมีเงินเหลือให้เธอได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้
.
ภรรยาเจ้าของโรงพิมพ์ยังเป็นมิตรสหายที่ดีมาโดยตลอด เธอยังส่งขนมเปี๊ยะมาให้ผมในช่วงเทศกาลตรุษจีนทุกปี
.
คนที่เข้ามาใช้บริการให้ช่วยขายทรัพย์ให้ เพราะมันอาจเป็นงานที่เขาไม่สามารถทำเองได้ หรือทำได้ไม่ดี เขากำลังคาดหวังขอความช่วยเหลือจากเรา
จงเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ "มืออาชีพ" ที่เข้าใจบทบาท และคุณค่าของอาชีพนี้
ในหลาย ๆ ประเทศอาชีพนายหน้า มีความสำคัญที่จะต้องมีใบอนุญาตแบบเดียวกับ หมอ พยาบาล ทนายความ สถาปนิก วิศวกร ฯลฯ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับ ใครอยากเป็นนายหน้าก็เข้ามาเป็นได้เลย มันทำให้นายหน้าจำนวนมากทำงานอย่างไม่เป็นมืออาชีพ
.
คนที่เป็นนายหน้าทุกคน อาจไม่ใช่คนที่ทำงานเป็นนายหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกคน ตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ และใช้จิตวิญญาณของคนที่เข้าใจบทบาทและคุณค่าของอาชีพนายหน้า

สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการขายทรัพย์ของตัวเอง ควรเลือกนายหน้าที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่มีความชำนาญในพื้นที่จริง ๆ ถ้าต้องขายทรัพย์กับนายหน้ามือใหม่ก็ควรเป็นนายหน้าที่อยู่ในสังกัดของบริษัทที่มีประสบการณ์ มีทีมงานสนับสนุนแบบมืออาชีพ
.
คนที่เป็นนายหน้ามือใหม่ ปีแรกจะเหนื่อยมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเรียนรู้งานหลายเรื่อง วางรากฐานสร้างพื้นที่ชำนาญในการขายให้กับตัวเอง ต้องติดต่อหาลูกค้าจำนวนมากเพื่อหาทรัพย์เข้ามาอยู่ในพอร์ตของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในอาชีพ
.
สำหรับนายหน้าที่มีประสบการณ์มาก ๆ ทำงานมาหลายปี และมีบริการเป็นที่ประทับใจของลูกค้า จะมีลูกค้าใหม่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการอีกอยู่เสมอ
.
คนที่เคยเอาทรัพย์มาฝากขาย เวลามีญาติพี่น้องหรือเพื่อนต้องการขายทรัพย์ ก็จะแนะนำให้มาใช้บริการของนายหน้าที่ตัวเองประทับใจ
.
ลูกค้าที่เคยเป็นผู้ซื้อ วันหนึ่งอาจกลายเป็นผู้ขาย และมีโอกาสมากที่จะเลือกใช้บริการจากนายหน้าที่เขาเคยซื้อทรัพย์นั้นมาก่อน
.
ลูกค้าบางคนไม่ได้มีทรัพย์เพียงทรัพย์เดียว ถ้าตัวนายหน้าเคยขายให้สำเร็จครั้งหนึ่ง เจ้าของทรัพย์ก็มักจะให้โอกาสกลับมาใช้บริการของนายหน้าคนนั้นอีก
.
ลูกค้าบางรายแนะนำกันแบบข้ามรุ่น พ่อบอกให้ลูกติดต่อ เพราะเคยช่วยพ่อเขาขายทรัพย์ให้
สรุป
นายหน้ามืออาชีพ จะมีรายได้จากอาชีพนายหน้าที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจในระยะยาว และพวกเขาก็พร้อมทีจะใช้ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่พวกเขามีอยู่ทั้งหมด ให้บริการอย่างสุดความสามารถ
.
สิ่งที่นายหน้าทำในอดีตและทำอย่างต่อเนื่อง .. มันเป็นกองหนุนธุรกิจที่ทำให้ นายหน้ามืออาชีพ อยู่ได้ในระยะยาว....
.
อดิศักดิ์ สถิตธำมรงค์
ก่อนจะเป็น นายหน้าอสังหาเงินล้าน - ZERO TO HERO#1 - Real Estate Agent Series

ก่อนจะเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ เงินล้าน
ผมเดินอยู่บนเส้นทางตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์มานานเกือบ 30 ปี จนหลายๆ คนคิดว่า ผมเรียนจบทางด้านงานขายหรือไม่ก็ต้องมีความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่แรกเริ่ม จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ ผมเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาประชาสัมพันธ์ PR ภาควิชาภาษาอังกฤษ ไม่ได้ใกล้เคียงอะไรกับอสังหาริมทรัพย์เลยสักนิด แต่ทุกคนต้องมีเป้าหมายในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเรียนจบ ต้องก้าวออกไปสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มตัว ก็ต้องเริ่มวางแผนชีวิตกันแล้วว่าจะเอายังไงดีชีวิตเรา
เป้าหมายชัด อนาคตรุ่ง
พอเริ่มคิดถึงชีวิตการทำงานผมก็เริ่มค้นพบตัวเองครับว่าไม่ชอบงานประจำเหมือนพนักงานออฟฟิศ เพราะรู้สึกเบื่อ หรือจะให้กลับไปช่วยงานที่บ้านก็ไม่อยากไป เพราะรูปแบบงานก็คล้ายๆ งานประจำ คิดไปคิดมารู้สึกอาชีพการขายเป็นอาชีพที่น่าสนุกไม่จำเจ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปขายอะไรรู้แต่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า “เรียนจบจะไปเป็นนักขายมืออาชีพ และจะต้องมีรายได้มากพอเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบาย จะไม่ยอมมีรายได้ไม่พอใช้ในแต่ละเดือนอย่างแน่นอน”
แต่ความฝันกับความจริงมักไม่ได้เดินไปด้วยกัน ช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งผมได้กลับไปเลี้ยงกุ้งที่จันทบุรี สมัยนั้นบ่อกุ้งกำลังได้รับความนิยม กุ้งกุลาดำราคาดีมาก กิโลกรัมละ 400-500 บาท ทำอยู่ได้สัก 5 เดือน ก็เป็นการตอกย้ำถึงเป้าหมายและความชอบของผมเลยครับว่าไม่ชอบทำงานที่จำเจ ก็เลยถึงเวลาเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ และตั้งหน้าตั้งตาหางานทำตามเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้
พอกลับมากรุงเทพฯ ก็ไปซื้อหนังสือพิมพ์มาหางานด้านการขายโดยเฉพาะ สมัครไป 2-3 ที่ จนกระทั่งไปเจอโฆษณารับสมัครงานในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รับสมัครพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ ก็เลยลองไปสมัครดู ปรากฏว่าเขารับผมเข้าทำงาน บริษัท พัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมประเทศไทย จำกัด เป็นบริษัทที่พัฒนาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมบางปู ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของผมในตำแหน่ง พนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ ตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์แต่ได้เรียนรู้แบบลูกทุ่งจากรุ่นพี่ที่เขามีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ซึ่งผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ต้องรู้ให้หมดทุกเรื่อง เพราะผมเชื่อว่าทุกอย่างเราสามารถเรียนรู้และเก่งได้ถ้าเราตั้งใจจริง รู้ลึก และรู้จริง และหลังจากเข้าไปทำงานได้ 7-8 วัน ผมก็สามารถขายที่ดินแปลงแรกได้ นับเป็นกำลังใจที่ดีมากและเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนเราสามารถเรียนรู้ได้เสมอและประสบความสำเร็จได้ถ้าตั้งใจจริง
ตอนหลังที่นิคมบางปูมีโครงการ City Village เป็น Commercial and Residential จำนวนพันกว่าห้อง แรกๆ ก็ขายไม่ค่อยได้ แต่ผู้บริหาร ก็แนะนำว่าให้ผมไปเดินขายแบบ knock door แถวๆ ปากน้ำ ผมก็ไปเดินขายอยุ่หลายวัน จนมีอยู่วันหนึ่งผมไปขายให้ผู้ชายคนหนึ่งได้ 1 ห้อง แล้วอีก 2 วันเขาก็พาเพื่อนมาซื้อเพิ่ม แล้วก็พามาอีก จนในที่สุดเขาก็มาคุยกับผมตรงๆ เลยว่า ขอจองหมดแล้วเอาไปขายต่อได้ไหม มารู้ทีหลังว่าผู้ชายคนนี้เป็นนักเก็งกำไรอสังหาฯ พอดี ในที่สุดก็ปิดโครงการได้
5 ปีผ่านไป ผมเริ่มอยากเติบโตในสายงานนี้ก็เลยย้ายไปทำงานที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย เพื่อที่จะได้เปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง แล้วก็ได้มีประสบการณ์ในการขายโครงการรัชดาเทอร์เรส ซอยพหลโยธิน 24 อยู่เยื้องๆ กับเซ็นทรัล ลาดพร้าวพอดี เป็นคอนโดมิเนียมประมาณร้อยกว่าห้อง ราคาห้องละ 1 ล้านบาทต้นๆ ดาวน์ 30% ช่วงแรกๆ ที่นั่นขายยากมากด้วยราคาที่สูงและเงินดาวน์ก็สูงด้วยเช่นกัน ผมเริ่มต้นทำโครงการนี้ด้วยการปรับเรื่องการเงินใหม่ให้ดาวน์น้อยลง แล้วขอจัดบูธในพื้นที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เพราะเป็นพื้นที่ใกล้กับคอนโด และช่วงนั้นเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นที่นิยมมาก ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีครับ มีคนสนใจมาดูเยอะและขอให้พาไปดูสถานที่จริง ผมเลยใช้รถส่วนตัวเป็นรถพาลูกค้าไปดูสถานที่ ทำให้ขายได้เกือบ 80% เลย สุดท้ายก็ปิดได้อีกโครงการ
ล้มก่อนลุก
ผมทำงานที่บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาได้ไม่ถึงปีก็มีเหตุให้ออกซะก่อน เรื่องของเรื่องคือมีอยู่วันหนึ่งมีคนมาชวนผมไปฟังเรื่องของ ERA เป็นบริษัทแฟรนไชส์ สำหรับซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ครับ ไปนั่งฟังรายละเอียดอยู่ 2 ชม. เห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วว่าถ้าผมจะซื้อแฟรนไชส์ของ ERA ก็น่าจะต้องลงทุนสัก 2 ล้านบาท ตัดสินใจเลยว่า จะลงทุน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมขายได้มาตลอด แม้ว่าตอนนั้นผมมีเงินแค่ 2 แสนบาทเท่านั้นเอง สุดท้ายก็ได้เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันกับเจ้านายเก่ามาร่วมหุ้น ตอนนั้นมองทุกอย่างง่ายไปหมด เพราะจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำอะไรก็สำเร็จ ขายอสังหาฯ ได้ดีมาตลอด แต่ลืมมองให้กว้างว่าที่ผ่านมาเรามีทีมงานคอยสนับสนุน เลยไม่ได้เตรียมแผนงานอะไรเลย ไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคำว่าไม่สำเร็จรออยู่
หลังจากซื้อแฟรนไชส์มาแล้วก็ตั้งชื่อบริษัทว่า ERA GREEN WAY พอทำได้ 2-3 เดือนก็รู้แล้วว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะลูกค้าไม่นิ่ง และประสบการณ์การทำงานที่ผ่านผมทำงานบนทีมเวิร์ก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ทำให้ผมได้รู้เลยครับว่าคนที่ใช้บริการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์แล้วขายได้เป็นเพราะตัวแทนขายสร้างคอนเนคชั่นเอาไว้ได้ดี ปรากฏว่า 9 เดือนแรกของการเปิดบริษัททุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ บริษัทขายทรัพย์ไม่ได้เลยทำให้มีหนี้สินเกือบ 4 ล้านบาท ต้องแบกรับภาระอยู่ถึง 3 ปี บริษัทมีเหลือเงินอยู่ประมาณ 7 แสนบาท เหมือนทุกอย่างเริ่มนำพาให้ผมต้องหยุดคิด ประกอบกับวันหนึ่ง ลูกค้าเก่าของผมตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่บางปูก็ติดต่อมาว่าเขามาเมืองไทยให้ช่วยพาไปเที่ยวที เขาพักอยู่ที่โรงแรมเอเวอร์กรีน ตรงสาธร ผมก็ขับรถไปรับเขาแต่ก็สายถึง 1 ชม. เพราะรถติดมาก พอไปถึงเขาก็ถามผมว่า ปกติใช้ชีวิตติดอยู่บนถนนแบบนี้บ่อยไหม ถ้าคุณทำงานแบบนี้ไม่มีทางรวยแน่ เพราะเสียเวลาส่วนมากไปกับการเดินทาง ไม่ได้เอาเวลามานั่งทำงานจริงๆ จังๆ
ผมเก็บเอาที่เขาพูดกลับไปคิด แล้วก็เห็นด้วย ก็เลยคิดว่าจะมีวิธีไหนที่สามารถประหยัดเวลาในการเดินทางได้บ้าง เพื่อที่เราจะได้เอาเวลามาทุ่มเทให้กับงานได้อย่างจริงจังมากขึ้น เลยคิดถึงคอนโดมิเนียมที่บ้านสวนธน ตรงพุทธบูชา ผมซื้อไว้ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่บางปู พอเริ่มคิดก็เริ่มอยากทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย จึงไปคุยกับหุ้นส่วนว่าขอยกเลิกการเป็นหุ้นส่วนซึ่งทุกคนต่างก็เข้าใจสถานการณ์กันดี พอเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยผมก็ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านสวนธน เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยตัวคนเดียว
หลังจากนั้นผมก็ไปคุยกับ ผู้บริหารของ ERA บอกเขาว่าผมจะย้ายออฟฟิศไปอยู่ที่บ้านสวนธนเขาคิดอย่างไรบ้าง ท่านก็บอกมาว่า ถ้าทำได้ก็ดี ผมเลยบอกว่าแต่ย่านฝั่งธนไม่มีลูกค้าเลยนะ เวลามีการทำสำรวจออกมา ความต้องการซื้อบ้านฝั่งธนจะอยู่อันดับท้ายๆ ท่านก็ตอบกลับมาว่า “ที่ไหนก็ตามที่สร้างผลตอบแทนสูง ที่นั่นมีคู่แข่งเยอะ แต่ที่ไหนที่สร้างผลตอบแทนต่ำ คู่แข่งก็น้อย” ก็ต้องย้อนกลับมาดูยอดขายของเราว่าตั้งไว้เท่าไหร่ ถ้าตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 200-300 ล้านบาทต่อปี ก็ถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้
ผมเลยกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่บ้านสวนธน โดยมีเป้าหมายแรกว่า ทำอย่างไรให้คนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านสวนธน 1,600 ห้องรู้จักผมเพื่อที่จะหันมาใช้บริการจากผม ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าคนที่อยู่ในบ้านสวนธนมีการซื้อขายหรือให้เช่าโดยผ่านผมแค่เดือนละ 1 ห้อง ผมก็มีรายได้พออยู่ได้แล้ว และพอสิ้นปีแรกที่บ้านสวนธน ผมมียอดขาย 90 ล้านบาท และพอเข้าปีที่สองมีเรื่องราวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีลูกค้ารายหนึ่งถือเป็นลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเซ็นสัญญาที่ออฟฟิศ ซึ่งตอนนั้นออฟฟิศที่บ้านสวนธนลักษณะเป็นเหมือนบ้านมากกว่าที่จะเป็นที่ทำงาน ผมรู้ว่าดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ แม้ว่าสุดท้ายแล้วการเซ็นสัญญาในครั้งนั้นจะจบลงด้วยดีก็ตาม แต่ผมก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะหาออฟฟิศใหม่ให้เหมาะกับงาน แต่ออฟฟิศใหม่ที่ผมมองหาก็ยังอยู่ในบ้านสนธนเหมือนเดิม ไม่ได้ย้ายออกไปข้างนอก เพียงแต่ต้องเป็นห้องที่เหมาะสำหรับการเป็นออฟฟิศจริงๆ แล้วในที่สุดผมก็เจอห้องที่เหมาะสม ที่บ้านสวนธนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพของผมเลยก็ว่าได้ เพราะเพียงช่วงเวลาไม่กี่ปีที่บ้านสวนธนผมสามารถเคลียร์หนี้ที่มีอยู่ได้จนหมด
เมื่อเจ้าของ อยากขายบ้านเอง - Zero to Hero#2 - Real Estate Agent Series
ทุกวันนี้เป็นยุคของสื่อและยุคแห่งความเสรีครับ คงเคยได้ยินกันจนชินว่าเดี๋ยวนี้ใครจะทำอาชีพอะไรก็ได้โดยเฉพาะเรื่องการค้าขาย รวมไปถึงเรื่องของการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วย หลายๆ คนที่ต้องการจะขายบ้านผมเชื่อว่าต้องเคยมีความคิดที่ว่า
“ทำไมฉันต้องใช้นายหน้าด้วย ขายเองก็ได้”
“ทำไมต้องใช้บริการตัวแทนขาย แล้วเสียเปอร์เซ็นต์ให้ฟรีๆ”
หลายคนจึงเลือกที่จะขายบ้านด้วยตัวเอง แต่ก็มีบางคนที่ประกาศขายบ้านด้วยตัวเองนานแล้วก็ยังไม่สามารถขายได้เสียที เคยคิดไหมครับว่าเป็นเพราะอะไร หรืออาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดีบ้านก็เลยขายยาก เพราะเราก็ทำเหมือนกับที่ตัวแทนขายทำกัน จริงๆ แล้วการขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในที่นี้ผมขอหมายถึงการขายบ้านสักหลังนั้นประกอบด้วยหลายองค์ประกอบครับ ไม่ใช่แค่ ถ่ายรูปบ้าน ทำแผนที่ ตั้งราคาขาย เอาข้อมูลขายขึ้นเว็บไซด์ต่างๆ แล้วนั่งรอให้คนที่สนใจเข้ามาเจอ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นมือผู้บริโภคแบบนี้ถ้าคุณต้องการที่จะขายบ้านเองต้องรู้กลยุทธ์ให้ลึกซึ้งกว่านั้นครับ

ต้องตัดสินใจเมื่อต้องการขาย
จากประสบการณ์นับสิบปีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ผมได้เจอการประกาศขายบ้านมาหลากหลายรูปแบบครับ จนมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนที่ต้องการขายบ้านได้คิดทบทวนหาคำตอบให้ตัวเองให้ชัดเจนก่อนขายก็คือคำถาม Why/ Where/ When/ และ What if ครับ
ในการจะขายบ้านนั้นจุดสำคัญไม่ใช่เรื่องการจะขายบ้านด้วยตัวเองหรือจะใช้บริการตัวแทนขายครับ แต่เป็นความพร้อมของตัวเจ้าของบ้านเองว่าคุณต้องการจริงๆ หรือไม่ เพื่ออะไร ทำไม และเตรียมพร้อมที่จะขายแค่ไหน เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเหมือนเรื่องง่ายๆ แต่หลายคนพอเจอคำถามเหล่านี้เข้าไปก็ขอเวลากลับไปเตรียมความพร้อมก่อนกันเยอะครับ ลองไปตอบคำถามเหล่านี้กันดูนะครับว่าคำตอบของคุณคืออะไร
WHY
- อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องการขายบ้านหลังนี้ เช่น รถติด เดินทางไกล ฯลฯ
- สาเหตุที่ต้องการขายบ้านหลังนี้ เพราะมีผลอย่างไรกับการใช้ชีวิต เช่น ไกลที่ทำงานแล้วมีผลอย่างไร ตอนเช้าลูกเดินทางนานสงสารลูก นี่คือแรงจูงใจในการขาย
ถ้าคำตอบที่ได้จากข้อนี้คือ แค่อยากขาย ขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้ก็ไม่ขาย แบบนี้ไม่มีแรงจูงใจในการขาย ก็ยากที่จะขายได้ครับ
Where
- ขายแล้วย้ายไปอยู่ที่ไหน
คำถามนี้มีหลายคำตอบครับ ที่ผมถามเพราะบางคนอาจยังไม่ได้เตรียมที่อยู่ใหม่เอาไว้ในกรณีที่ขายบ้านหลังเดิมได้ ก็จะกลายเป็นว่าเขาไม่มีความพร้อมในการขาย ถามนี้จะเป็นการทำให้คนที่ต้องการขายบ้านได้ตระหนักถึงความพร้อมของตัวเองด้วยครับ
When
- ระยะเวลาที่ต้องการขายบ้านให้ได้ เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ เมื่อไหร่ก็ได้
การกำหนดเวลาขายเป็นเรื่องที่มีผลมากๆ นะครับ เพราะเป็นการกำหนดเป้าหมายในการลงมือทำอย่างชัดเจน และยังชี้ให้เห็นอีกด้วยครับว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณคืออะไร เช่น ต้องขายให้ได้ภายใน 3 เดือนก่อนเปิดเทอมเพราะจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ที่ใกล้โรงเรียนลูกแล้ว
What if
- ถ้าถึงกำหนดเวลาที่ตั้งเอาไว้แล้วยังขายไม่ได้ จะทำอย่างไร
- ขายบ้านไม่ได้แล้วมีผลกระทบอะไรตามมาหรือไม่ เช่น จำเป็นต้องขายให้ได้เพราะเมื่อถึงกำหนดที่ตั้งเอาไว้จะย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศแล้ว
- ถ้าขายบ้านได้ไวกว่าที่คิด จะย้ายออกทันไหม
คำถาม What if นี้ เป็นการถามในเชิงที่ว่า “ถ้า...จะเป็นอย่างไร” หรือ “ถ้า...จะทำอย่างไร” เหล่านี้จะเป็นคำถามที่ผมจะถามลูกค้าเสมอครับ เพื่อเป็นการให้ลูกค้าได้ตอบคำถามเพื่อทบทวนตัวเองว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ และเขาไม่ได้สับสนอยู่ว่าต้องการจริงๆ หรือไม่ ที่สำคัญ คำถามเหล่านี้จะทำให้ลูกค้ามองเห็นเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน
และการที่ผมอยากให้คนที่ต้องการขายบ้านเองได้ถามและตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ก็เพราะคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้คิดและมีการวางแผนอนาคตให้ตัวเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ เพราะหลายครั้งผมพบว่ามีคนต้องการขายบ้านโดยที่ลืมกำหนดเป้าหมาย ลืมวางกรอบอนาคตเอาไว้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จนเมื่อมีคนสนใจซื้อบ้านจริงๆ บางคนยังไม่พร้อมที่จะย้ายไปอยู่บ้านใหม่เลย
Check List ก่อนขายบ้านด้วยตัวเอง
นอกจากจะตอบคำถามข้างบนแล้ว ผมมี Check list ก่อนประกาศขายบ้านมาให้ได้ลองตอบตัวเองกันดูก่อนครับว่าคุณมีความพร้อมที่จะขายบ้านมากแค่ไหน และมั่นใจจริงๆ แล้วใช่หรือไม่ว่าต้องการที่จะขายบ้าน เนื่องจากตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผมอยู่ในวงการนี้ได้พบเจอลูกค้าหลากหลาย และที่สำคัญมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยครับที่ตอนแรกมาหาผมแล้วแจ้งความต้องการว่าจะขายบ้าน แต่พอคุยกันจริงๆ กลับรู้สึกตัวว่าไม่อยากขาย หรือไม่มีความจำเป็นต้องขายก็มีครับ
Check List ก่อนขายบ้าน
- อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องการขายบ้านหลังนี้จริงๆ
- ตอนนี้ย้ายออกจากบ้านที่ประกาศขายแล้วหรือยังหรือยังอยู่บ้านหลังที่กำลังประกาศขาย
- ถ้ามีลูกค้ามาซื้อบ้านตอนนี้พร้อมที่จะย้ายออกทันทีหรือไม่
- ถ้าขายบ้านหลังนี้ได้มีบ้านหลังใหม่พร้อมเข้าอยู่แล้วหรือยัง
- เคยประกาศขายบ้านหลังนี้มาก่อนหรือไม่
- ถ้าเคยประกาศขายแล้วมีคนเคยมาขอซื้อ ทำไมตอนนั้นไม่ขาย
- ตัดสินใจที่จะขายบ้านหลังนี้มานานหรือยัง
- คนในบ้านทุกคนเห็นด้วยกับการขายบ้านหลังนี้หรือไม่
- บ้านหลังที่ประกาศขายนี้เป็นบ้านที่ผู้ขายใช้อยู่อาศัยใช่หรือไม่
- ถ้าบ้านหลังที่ประกาศขายนี้เป็นบ้านที่ผู้ขายเคยอยู่อาศัย อยู่มาแล้วกี่ปี
- บ้านที่ต้องการขายมีอะไรต้องซ่อมแซมบ้าง
- ตั้งกรอบเวลาในการขายบ้านให้ได้ไว้ที่กี่เดือน
- ทำไมตั้งกรอบเวลาการขายไว้แบบนั้น
- ถ้าขายบ้านไม่ได้ในช่วงเวลาที่กำหนดจะทำอย่างไร
- ถ้าขายบ้านไม่ได้ในช่วงเวลาที่กำหนดจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
- ราคาบ้านที่ต้องการขายตั้งไว้เท่าไหร่
- ราคาบ้านหลังอื่นๆ ใกล้เคียงที่ประกาศขายตั้งราคาไว้เท่าไหร่
สรุป
การขายบ้านด้วยตัวเองนั้น โดยไม่พึ่งพาบริการจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้แต่อย่างไร แต่ควรตรวจสอบความพร้อมในแง่มุมต่างๆให้รอบด้านเสียก่อน ว่าท่านมีความพร้อมจริงหรือไม่ คำถามและ Check list ที่ผมได้รวบรวมมาให้นั้น จะช่วยเป็นแนวทางให้ท่านได้พิจารณา อย่างรอบด้านเสียก่อนที่จะตัดสินใจ บางทีท่านอาจได้พบว่า การตัดสินใจใช้บริการจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ อาจช่วยให้ท่านได้ผลประโยชน์สูงสุดมากกว่าก็เป็นได้

